จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

วิธีการสอนนักศึกษาจีน

โครงการเสวนา KM ครั้งที่1/ 2553
รายงานโดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร


เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2553 คณะกรรมการจัดการความรู้ คณะศิลปะศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้จัดเสวนาการจัดการความรู้เรื่อง วิธีการสอนนักศึกษาจีนขึ้น ณ ห้องประชุม6-1 (ทวี บัณยเกตุ) อาคารสำนักงานอธิการบดี ชั้น 6 เพื่อถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพแก่นักศึกษาแลกเปลี่ยนชาวจีนตลอดจนสร้างชุมชนนักปฏิบัติ .ผู้สอนนักศึกษาชาวจีน” ของคณะศิลปะศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

ปัญหาและอุปสรรค
นักศึกษาจีนส่วนใหญ่เรียนไม่ทันเพื่อน ระดับการเรียนรู้ไม่เท่ากัน ส่วนใหญ่ไม่เข้าใจภาษาไทยแม้จะเคยเรียนภาษาไทยามาแล้ว 1-2 ปีที่ประเทศจีน ปัญหา คือ อาจารย์พูดเร็ว ไม่รู้ปัญหาการฟังของนักศึกษา เมื่อฟังไม่เข้าใจก็ไม่อยากเข้าเรียนและอาจารย์บางคนสอนไม่เก่ง ส่งผลให้นักศึกษาหลายคนถอนรายวิชาออกไป นอกจากนี้ระบบ wireless internet ที่มหาวิทยาลัยยังช้ามากด้วย

นักศึกษาบางคนบอกว่า จำคำศัพท์ในภาษาไทยไม่ได้ เขียนภาษาไทยก้ไม่ค่อยได้ แต่อย่างอื่นโอ.เค. นักศึกษาบางคนบอกว่าออกเสียงคำศัพท์ในภาษาไทยไม่ได้ อาจารย์พูดเร็วไป อาจารย์บางคนพูดทับศัพท์ภาษาอังกฤษแทนภาษาไทย ทำให้งง ขอให้อาจารย์พูดช้าๆและอธิบายช้าๆ หน่อย วิชาการจัดการทางการตลาดใช้คำยากมาก วิชาอื่นๆก็มีประโยชน์ทำให้สามารถเข้าใจวัฒนธรรมไทยได้มาก

วิธีการสอนของอาจารย์
ผศ.ปิยวรรณ แสงสว่าง เด็กเก่งต้องรอคนอ่อน เบื่อ ชั่วโมงแรกใช้แบบสอบถามเพื่อสำรวจพื้นฐานความเข้าใจทางภาษาว่ามีมากน้อยเพียงใด แบบสอบถามประกอบด้วย การทดสอบความสามารถด้านการเขียน การอ่าน ประสบการณ์เคยเที่ยวที่ไหนบ้าง ชอบอะไร ชอบที่ไหน เล่าเรื่องเมืองจีน ชั่วโมงต่อๆมาปรับเนื้อหา ใช้ power points แจกก่อนสอน 1 สัปดาห์ ใช้ภาษาง่ายๆ ไม่ควรพูดภาษาอังกฤษ นักศึกษาจะไม่เข้าใจ เวลาสอนให้ช่วยกันเรียน คนเก่งช่วยคนอ่อน หรืออธิบายให้เพื่อนฟัง

การใช้ภาพมากๆ หรือ เปิดพจนานุกรมไทย-จีนกลางใน google ท้ายชั่วโมงมีแบบฝึกหัดทุกครั้งและการซักถาม ควรแทรกวิถีชีวิตวัฒนธรรมไทยมากๆ หน่อย ให้น.ศ.เขียนบันทึกประจำวันทุกวัน ในประเทศจีน 1 คาบเรียนมี 40 นาที ของไทยมี 90 นาที การฝากให้นักศึกษาไทยช่วยเป็นพี่เลี้ยงอาจมีปัญหาเพราะนักศึกษาไทยจะสอนแบบผิดๆ

นักศึกษาจีนบางคนพยักหน้าเข้าใจแต่คนอื่นๆ ไม่เข้าใจ เขียนคำศัพท์ใหม่ๆ บนกระดาน แม้แต่ชื่ออาจารย์

เด็กจีนกับเด็กไทยออกเสียงไม่เหมือนกัน ควรเขียนบนกระดานแล้วให้ออกเสียงพร้อมกัน อาจตั้งกฎห้ามพูดภาษาจีนในห้องและตั้งระเบียบปรับเงินครั้งละ 5 บาท

นักศึกษาจีนชอบอะไร
นักศึกษาจีนชอบให้พูดช้าๆ ชอบอาจารย์ใจดี ชอบเรียนรู้จากประสบการณ์ของอาจารย์ ชอบทำกิจกรรมกับนักศึกษาไทย และตามปกติแล้วนักศึกษาจีนมักจะนอนตอนบ่ายโมงเสมอ
นักศึกษาจีนไม่ชอบอะไร
ไม่ชอบการสอนที่ไม่ครอบคลุมเนื้อหาและไม่มีเอกสารแจก ไม่ชอบเรียนกับผู้สอนเรื่อยๆ เนือยๆ ไม่ถามว่านักศึกษาเข้าใจหรือไม่ ไม่ชอบอาจารย์ที่เข้าสอนสาย เนื่องจากอาจารย์จีนจะตรงต่อเวลามาก นักศึกษาจีนบางคนวิจารณ์ว่า อาจารย์ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ เช่น ในการจัดงานเทศกาลไหว้พระจันทร์ อาจารย์หาสถานที่จัดงานไม่ทัน ทางออกคือควรพูดจาตกลงกับฝ่ายอาคารสถานที่ให้เรียนร้อย นักศึกษาบางคนหลับในห้องก็ไม่ว่ากล่าวตักเตือน ไม่ชอบเรียนช่วงเช้ามากๆ นักศึกษาจีนบางคนบอกว่าอยากเรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจไทยมากๆ และอยากเรียนเรื่องยากๆ ไม่ชอบจด ชอบเรียนรู้วิธีการใช้ภาษาไทย ชอบวิชาภาษาไทยเพื่อการท่องเที่ยว นักศึกษาจีนบางคนบอกว่าอยู่เมืองจีนคิดว่าเป็นภาษาจีน เพราะทำให้ไม่ได้ไปค้นคว้าต่อในพจนานุกรม บางคนชอบความตรงต่อเวลาของอาจารย์ อยากเรียนรู้เรื่องมารยาทไทย และชอบอาจารย์ที่สอนไปยิ้มไป

อาจารย์ภาษาอังกฤษบางคนใช้วิธีการสอนแบบRole Play โดยให้เด็กอ่อนจับคู่กับเด็กเก่ง ผุ้สอนควรเน้นการให้กำลังใจเด็กจีน ทุกครั้งที่เริ่มเนื้อหา ควรเริ่มจากเรื่องใกล้ตัวก่อน เช่น เทียบรูปวัดไทยกับวัดจีน

การทัศนศึกษา
นักศึกษาจีนมีความอดทนและกระตือรือร้นในเรื่องการทัศนศึกษามาก ขณะที่นักศึกษาไทยทำท่าทางเบื่อหน่าย นักศึกษาจีนจะสนใจแหล่งท่องเที่ยวต่างไปจากนักศึกษาไทย เช่นการไปเที่ยวน้ำตก พวกเขาสนใจเดินเล่นและถ่ายรูป เด็กไทยเล่นน้ำ กินส้มตำ ไปเที่ยวน้ำพุร้อนเด็กจีนถ่ายรูป เด็กไทยต้มไข่ บางรายวิชาที่ไม่ได้ตั้งงบประมาณสำหรับพานักศึกษาจีนไปเที่ยวก็สามารถจัดเที่ยวกันเองก็ได้

สรุป
ระบบการจัดห้องเรียนของนักศึกษาจีนเป็นการเรียนแบบห้องเดียว ดังนั้น ผู้สอนจึงควรมีคุณสมบัติสำคัญ คือ ตรงต่อเวลา สอนให้สามารถนำไปใช้ได้เป็นมิตรและให้กำลังใจ เรื่องการฝึกงานนั้นนักศึกษาจีนอยากให้อาจารย์หาสถานที่ฝึกงานให้และอยากมีกิจกรรมทำร่วมกับนักศึกษาไทย นักศึกษาจีนชอบดูหนัง ชอบเที่ยว เพื่อจะได้ทำความรู้จักกับวัฒนธรรมไทยให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น ไม่อยากนั่งเรียนอยู่แต่ในห้องอย่างเดียว อาจารย์ควรสอนเพลงไทย และตั้งงบประมาณล่วงหน้าในการพาไปทัศนศึกษา ในกรณีของวิชาภาษาไทยเพื่อการท่องเที่ยว มีการจัดกิจกรรมให้นักศึกษาจีน ชื่อ “Learning by Doing” คือ กิจกรรมแรก คือ นั่งรถไปจากบางซื่อไปสวนสน กิจกรรมที่สอง คือ ไปเที่ยวเมืองโบราณ เพื่อนักศึกษานำข้อมูลมาใช้ในการเขียนBrochure นำเที่ยว หรืออาจเชิญวิทยากรจากภายนอกมาพูดให้นักศึกษาฟังนอกเหนือจากการเรียนในclass

วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2554

จิตสำนึกสาธารณะกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 3 กค.2554

โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร

หลังจากที่ผู้สมัครแต่ละพรรคได้หมายเลขประจำตัวกันถ้วนหน้า ป้ายหาเสียงก็ถูกติดตั้งตามสถานที่ต่างๆ ทั้งริมถนนใหญ่และในตรอกซอกซอย


ภายในซอยวิภาวดีรังสิต64แยก7 มีป้ายหาเสียงของพรรคใหญ่น้อยติดอยู่บ้าง ไม่คึกคักเพราะเป็นซอยย่อย แต่ปรากฏว่าเพียงติดตั้งในวันแรกป้ายหาเสียงของพรรคใหญ่พรรคหนึ่งก็คงถูกลมแรงพัดปลิวจนวัสดุเฟรมขึงป้ายหัก รูปงอ อีก 2-3วันต่อมาเจ้าหน้าที่ของพรรคใหญ่ก็มาเก็บไปติดตั้งที่อื่น


ป้ายหาเสียงของพรรคใหญ่อันดับสองหักงอมาได้4-5วันแล้ว จะเป็นลมพัด หรือ โดนเกี่ยวก็สุดจะคาดเดา ไม่มีใครยกขึ้น หรือ จัดเก็บให้เรียบร้อย ผู้เขียนจึงแสดงสปิริตด้วยการโยงกลับเข้าที่เดิม พร้อมกับบันทึกภาพไว้เป็นหลักฐาน เพราะเกรงจะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ทำลายเสียเอง

วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2554

พระพุทธรูปสลักเล่อซัน โดย นายเยไหล(Ye-Lei)นักศึกษาโครงการแลกเปลี่ยนมหาวิทยาลัยกวางสี

กล่าวนำ โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร




นายเย่ไหล เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยกวางสี ชั้นปีที่3 ซึ่งเดินทางมาศึกษาในภาควิชาการท่องเที่ยวและการโรงแรมตามโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาระหว่างมหาวิทยาลัยกวางสีกับมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เมื่อผู้เขียนสั่งงานให้ไปสร้างเวบไซต์จัดการความรู้(Knowledge Management Website) เรื่องแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่ลูกศิษย์ทุกรุ่นของผู้เขียนจะต้องได้รับการปลูกฝังอย่างครบถ้วนและจริงจัง เพื่อใช้เป็นหลักฐานส่วนหนึ่งของความรู้ความสามารถทางด้านInformation Technology



นายเย่ไหลได้นำเสนอเรื่อง พระพุทธรูปสลักขนาดใหญ่บนเขาเล่อซัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักแก่ชาวไทยมากยิ่งขึ้น ผู้เขียนพิจารณาเห็นว่า บทความเล็กๆชิ้นนี้กล่าวถึงสถานที่ซึ่งมีความน่าสนใจทางด้านการท่องเที่ยวและเป็นประติกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับความเชื่อทางศาสนาพุทธนิกายมหายานแห่งหนึ่งของจีน จึงได้ขออนุญาตจากนายเย่ไหล เพื่อนำมาเผยแพร่ต่ออีกครั้ง เพื่อประโยชน์ทางด้านการศึกษาต่อไป

พระพุทธรูปสลักเล่อซัน
โดย นายเยไหล(Ye-Lei) http://yelei-lei.blogspot.com/


พระพุทธรูปสลักเล่อซัน ประติมากรรมระดับโลกพระพุทธรูปสลักเล่อซัน ตั้งอยู่บริเวณที่มีแม่น้ำไหลผ่านสามสาย คือ ต้าตู้เหอ ชิงอีเจียง และหมินเจียง ในเขตเมืองเล่อซัน อาณาบริเวณโดยรอบยังประกอบด้วย เขาหลิงหยุน สุสานในถ้ำริมผาม๋าเฮ่า เขาอูโหยว และบริเวณเขาอูโหยวที่เชื่อมต่อกับเขาหลิงหยุนซันและเขากุยเฉิงซัน ยังประกอบขึ้นเป็นทิวทัศน์อันน่าพิศวงรูปพระนอนขนาดใหญ่ซึ่งมีความยาวราว 1,300 เมตร รวมพื้นที่ราว 8 ตร.กม. ซึ่งทั้งหมดรวมอยู่ในเขตทิวทัศน์ของเทือกเขาเอ๋อเหมยซัน



พระพุทธรูปสลักริมหน้าผาเล่อซัน สร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิถังเสวียนจง แห่งราชวงศ์ถัง ต้นรัชสมัยไคหยวน ปี ค.ศ.713 โดยการเจาะสกัดหินบนเขาเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาท หลังพิงเขา หันหน้าสู่แม่น้ำหมินเจียง มีความสูง 71 เมตร กว้าง 10 เมตร ซึ่งใหญ่กว่าพระพุทธรูปหินสลักที่ถ้ำผาหยุนกัง(ต้าถง)ในมณฑลซันซี(มรดกโลกทางวัฒนธรรม ปี 2001)ถึง 3 เท่า พระพุทธรูปเล่อซันสร้างขึ้นโดยจำลองแบบมาจากพระอาจารย์ไห่ทง แห่งวัดหลิงหยุน ใช้เวลาก่อสร้างนาน 90 ปี จนมาสำเร็จในปี ค.ศ.803


ในสมัยจักรพรรดิถังเต๋อจง แกะสลักขึ้นด้วยฝีมือช่างงามวิจิตร ลายเส้นที่พลิ้วไหวและสัดส่วนขององค์พระที่ได้สมดุล เต็มไปด้วยพลังที่แผ่ขยายออกไปกว้างใหญ่ไพศาล ล้วนสะท้อนถึงศิลปวัฒนธรรมอันเฟื่องฟูในยุคราชวงศ์ถังสิ่งหนึ่งที่สามารถอนุรักษ์องค์พระเล่อซันให้คงความสง่างามมาจนถึงวันนี้ได้ คือ การเจาะทางระบายน้ำไหลด้านหลังกรรณทั้งสองและเศียรองค์พระ เพื่อกันการกัดเซาะของน้ำฝนไม่ให้ไหลบนตัวองค์พระและทำลายทัศนียภาพขององค์พระพุทธรูป ทำให้องค์พระไม่สึกกร่อนเสียหายมาก สามารถคงรูปลักษณ์ใกล้เคียงกับเมื่อพันกว่าปีก่อน

วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2554

World Bank-ANU-DPU International Conference 14-16 June 2011

รายงานด่วนโดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร
เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2554 ธนาคารโลกร่วมกับมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์และมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย จัดการประชุมวิชาการนานาชาติเรื่อง "เศรษฐศาสตร์นโยบายการศึกษาว่าด้วยโอกาสและความเท่าเทียม" ระหว่างวันที่ 14-16 มิถุนายน 2554 เวลา 9.00-17.00 ณ ห้องประชุมพิพิธภัณฑ์ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์ (ชั้น 8 อาคาร 6)



ส่วนหนึ่งของการสัมมนา ในช่วงเวลา 10.30-11.15 ดร.จามิล แซลมี (Dr. Jamil Salmi) ผู้เชี่ยวชาญจากธนาคารโลกด้านนโยบายการศึกษาระดับอุดมศึกษาและผู้วิจัยทางด้านการพัฒนาความเสมอภาคทางการศึกษา เสนอผลการศึกษาเรื่องกองทุนกู้ยืมในภูมิภาคต่างๆของโลกทั้งในจีน อาเซอร์ไบจัน บราซิล ฯลฯ รวมถึงการรับรองความสำเร็จทางการศึกษา ความเสี่ยง และการใช้คืนหนี้กองทุนของประเทศดังกล่าว อย่างน่าสนใจ ในหัวข้อเรื่อง "The World Bank's Experience with Student Loans"


วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2554

การปฐมนิเทศนักศึกษาจีนของมหาวิทยาลัยกวางสีตามโครงการแลกเปลี่ยนระหว่างมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์และมหาวิทยาลัยกวางสี

รายงานโดย
พิทยะ ศรีวัฒนสาร


เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2554 ภาควิชาการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ได้จัดพิธีปฐมนิเทศนักศึกษาชั้นปีที่3 ของมหาวิทยาลัยกวางสี สาธารณรัฐประชาชนจีนตามโครงการแลกเปลี่ยน2+2 โดยนักศึกษาที่จะเข้าร่วมโครงการ ต้องเข้ารับการศึกษาระดับปริญญาตรีในประเทศตนก่อนเป็นเวลา 2 ปี จากนั้นจึงจะเดินทางไป/ มา ศึกษาในมหาวิทยาลัยของคู่สัญญาอีกเป็นเวลา 2 ปี จึงจะสามารถเก็บหน่วยกิตได้ครบตามหลักสูตรและได้รับการอนุมัติปริญญาของมหาวิทยาลัยคู่สัญญา รวม 2 ปริญญา ในภาคเรียนต้น ปีการศึกษา 2554 มีนักศึกษาของมหาวิทยาลัยกวางสีเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนจำนวน 11 คน นับเป็นรุ่นที่ 3 แล้ว และในภาคเรียนเดียวกันนี้ยังมีนักศึกษาจีนอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเลือกเรียนสาขาวิชาการจัดการทางการท่องเที่ยว คณะบริหารธุรกิจเข้าร่วมในพิธีปฐมนิเทศครั้งนี้ด้วย ทำให้บรรยากาศดูคึกคักมากยิ่งขึ้น นอกจากคณบดีศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ คณบดีคณะบริหารธุรกิจ หัวหน้ากลุ่มวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการท่องเที่ยว หัวหน้าภาควิชาการท่องเที่ยวและการโรงแรม ซึ่งรับผิดชอบในการควบคุม ดูแลและพัฒนาหลักสูตรของทั้งสองคณะแล้ว ยังมีคณาจารย์ที่เกี่ยวข้องและนักศึกษารุ่นพี่ของนักศึกษาดังกล่าวทั้ง 2 รุ่น ซึ่งเพิ่งจะฝึกงานเสร็จ พร้อมๆกับความสำเร็จทางการศึกษาในประเทศ ซึ่งบางคนก็เตรียมกลับบ้านที่เมืองจีน บางคนก็เตรียมเรียนต่อในระดับปริญญาโททางด้านการท่องเที่ยวที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์นี้เอง


ขอต้อนรับผู้มาใหม่ ขอให้กำลังใจนักศึกษารุ่นที่2 และขอร่วมแสดงความยินดีกับนักศึกษารุ่นที่1 ซึ่งเพิ่งจะประสบความสำเร็จทางการศึกษาทุกๆคน




รศ.ปรียา อุนรัตน์ คณบดีคณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ กับ ผศ.นงค์นุช ศรีธนาอนันต์ หัวหน้าภาควิชาการท่องเที่ยวและการโรงแรม




รศ.ปรียา อุนรัตน์ คณบดีคณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์กล่าวต้อนรับนักศึกษาใหม่ ณ ห้องประชุม5-2 ตึกอธิการบดี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์


รศ.ดร.อุปถัมภ์ สายแสงจันทร์ คณบดีคณะบริหารธุรกิจ กล่าวต้อนรับพร้อมกับให้โอวาทและจุดประกายการเรียนรู้ตามรูปแบบการเรียนจริง รู้จริง และทำจริงแก่นักศึกษาโครงการแลกเปลี่ยนมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์กับมหาวิทยาลัยกวางสีอย่างน่าสนใจ "เมื่อได้รับการสั่งงานให้ไปอ่านหนังสือแล้วอย่าบ่น...การเรียนต้องมีทั้งสุข ทุกข์และสนุก!"






นักศึกษาจีนรุ่นพี่มาร่วมต้อนรับน้องๆอย่างอบอุ่น

วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2554

การสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง ยุทธศาสตร์ประเทศไทยในมิติการเมืองเศรษฐกิจ สังคมและการบริหารราชการ

วันพุธที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2554
เก็บความและรายงาน
โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร


สถาบันพระปกเกล้า สถาบันพระปกเกล้าร่วมกับกพร. ทีดีอาร์ไอ และสสส. ได้จัดสัมมนาวิชาการเผยแพร่ผลงานวิจัยเรื่อง ยุทธศาสตร์ประเทศไทยในมิติการเมืองเศรษฐกิจ สังคมและการบริหารราชการ เมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๕๔ เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น. ณ ห้องประชาธิปก สถาบันพระปกเกล้า ปรากฏว่าในระดับของการนำเสนอในที่ประชุมรายงานผลการวิจัยและในส่วนของการแสดงความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมรับฟังการสัมมนา นักวิชาการเน้นเฉพาะในส่วนของภาพรวมทางการเมือง ระบบราชการ แนวโน้มของรัฐสวัสดิการ และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน


แต่น่าเสียดายที่(ยัง)ไม่มีท่านใดกล่าวถึงการเข้าถึงโอกาสที่จะได้รับการรักษาพยาบาลอย่างมีคุณภาพ อาทิ การได้รับยาลดเบาหวาน-ความดัน และยาลดคลอเรสสเตอรอลของประชาชนในภาคส่วนของการประกันสังคม รวมถึงโอกาสในการรักษาโรคเกี่ยวกับดวงตา อาทิ โรคต้อกระจก ต้อหิน โรคจอประสาทตาเสื่อม ซึ่งปัจจุบันนอกเหนือจากการได้รับยากลับไปหยอดครั้ง ๑-๒ ขวด แล้วผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินเพิ่มในส่วนของยาเบาหวาน ความดัน คลอเรสเตอรอล ฯลฯ


เวลา ๐๙.๑๐ น. ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัย สถาบันพระปกเกล้า กล่าวรายงาน


ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวเปิดการสัมมนา มีใจความดังนี้ ความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทยที่ผ่านมาตั้งแต่ก่อน ๒๕๔๘ จนถึงปัจจุบัน ก่อให้เกิดความพยายามในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังทุกระดับ โดยเฉพาะสถาบันพระปกเกล้าได้เก็บข้อมูลและนำองค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยมาแก้ไขปัญหา เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นแก่สังคมไทย จึงเกิดการวิจัยด้านการเมือง รัฐสภา ปัญหาการเลือกตั้ง พื้นฐานขององค์การปกครองท้องถิ่น ประชาธิปไตยภาคพลเมือง ฯลฯ โดยได้รับความสนับสนุนจากสถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI)กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ( กพร.) ภายใต้ยุทธศาสตร์การฟื้นฟูประเทศเพื่อสร้างความเข้มแข็งของสังคมไทยประเด็นของปัญหาเริ่มต้นจากความขัดแย้งทางการเมืองโดยการประท้วงกลุ่มพันธมิตรประชาธิปไตย (สีเหลือง) ส่งผลให้มีการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ การเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี การประท้วงของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ(สีแดง) ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวมีการจัดกิจกรรมสานเสวนาตั้งแต่ปี ๒๕๕๐จากการวิจัยพบว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยมิได้เกิดจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง แต่เป็นความขัดแย้งในเรื่องความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม จึงเป็นที่มาของการจัดกิจกรรมสานเสวนาครั้งที่๒ ในปี ๒๕๕๑ในช่วงที่ความขึ้นแย้งทางควาคิดในสังคมไทยก่อตัวขึ้นใหม่ๆ ศาสตราจารย์ .ประเวศ วะศี ก็ได้ร่วมกับนักวิชาการทั่วไปประชุมปรึกษาหารือกันที่ศูนย์วิจัยจุฬาภรณ์เพื่อทำความเข้าใจและแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ และได้พบว่าจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการทางการเมืองในแก้ปัญหาเฉพาะหน้า จึงต้องวิเคราะห์และพบว่า เรื่องความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรในประเทศไทยเป็นปัญหาสำคัญ อันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนสองกลุ่ม คือ กลุ่มเสื้อเหลืองในเมืองผู้มีฐานะปานกลางถึงมั่งมีและกลุ่มคนเสื้อแดงซึ่งมีฐานะยากจนในชนบท ด้วยเหตุนี้ TDRI จึงร่วมกับนักวิชาการได้ร่วมกันออกแบบการแก้ปัญหาในการจัดสรรทรัพยากร และการตั้งต้นในการขจัดความขัดแย้งทางผลประโยชน์และความเหลื่อมล้ำทางสังคม ต้องปรับที่ระบบการเมืองและระบบราชการเป็นอันดับแรกในปีพ.ศ.๒๕๔๐ เคยมีการปรับปรุงระบบราชการครั้งใหญ่มาแล้ว แต่เป็นการปรับแต่ระบบราชการเท่านั้น ปัจจุบันต้องปรับเศรษฐกิจในการปรับโครงสร้างของระบบราชการครั้งนี้ มีการตั้งคำถามว่าพันธะกิจบางเรื่องที่ทางฝ่ายราชการเคยทำมาก่อนเป็นเวลานานอาจจะปรับเปลี่ยนให้ชุมชนหรือเอกชนทำแทนได้หรือไม่ ไม่จำเป็นต้องให้ราชการทำเสมอไป จากนั้นก็พิจารณาข้อเสนอเรื่องการปรับโครงสร้างรัฐสภา ซึ่งอ.นันทวัฒน์ บรมานันท์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นผู้ดำเนินการวิจัย เรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน เรื่องวัฒนธรรม และฯลฯ ทำอย่างไรผลการวิจัยจะถูกนำไปปรับใช้ในการปรับปรุงโครงสร้างของประเทศด้วยอย่างประสบความสำเร็จ วันนี้แม้จะเป็นการพูดแค่เรื่อง what to do คือ จะทำอะไรได้บ้าง แต่วันข้างหน้าจะต้องคำนึงถึงประเด็น How to do คือ จะเอาไปปรับใช้กันอย่างไรในประเทศญี่ปุ่น การเปลี่ยนแปลงของระบบโครงสร้างเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและวัฒนธรรมเกิดขึ้นเพราะการแพ้สงครามและถูกกดดันจากภายนอก แต่ในยุโรปหลายประเทศและเกาหลีการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายเป็นผลมาจากแรงกดดันภายในประเทศ วันนี้เราจะแบ่งสรรผลประโยชน์อย่างไรให้เกิดความเป็นธรรมแก่คนส่วนใหญ่ของประเทศได้ เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งเกิดประทุขึ้นมาอีกครั้งในอนาคตวันนี้กลุ่ม “คนมีมาก (ฐานะร่ำรวย)”กลับอยู่นั่งในสภา ในอดีตเราเคยผ่านการเลิกทาสโดยไม่เสียเลือดเนื้อ เราเคยมีการออกพระราชบัญญัติภาษีที่ดินปี ๒๔๗๕ แล้วก็เลิกล้มไป เราเคยจำกัดการถือครองที่ดินให้แต่ละคนมีได้ไม่เกิน ๕ ไร่ ในปีพ.ศ.๒๕๐๕ เมื่อเกิดปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่ไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น มาตรการดังกล่าวอาจถูกอาจนำมาใช้อีกหรือไม่
ปาฐกถาพิเศษ ศ.นพ.ประเวศ วะศี ประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป
คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปเคยประชุมทุก ๒ สัปดาห์ เรื่อง การปฏิรูปประเทศไทย ที่ศูนย์วิจัยจุฬาภรณ์ ทุก ๒ สัปดาห์ ในประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ เคยมีการเสนอปฏิรูปทางด้านการเมืองการปกครองแต่ไม่ได้รับการยอมรับ ทำให้ต้นสมัย ร.๖ เกิดกบฏร.ศ.๑๓๐ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ คณะราษฎรมีอำนาจเพียง ๑๘ ปี จากนั้นการเมืองก็ก้าวสู่ภาวะเดิม ทำให้แม้จะผ่านมาแล้วเกือบ ๘๐ ปี แต่ยังเกิดความขัดแย้งทางความคิดรุนแรงถึงขั้นนองเลือดเมื่อพ.ศ.๒๕๕๓
รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ยังไม่สามารถทำให้ภาคประชาชนเข้มแข็ง จึงต้องปฏิรูปโครงสร้าง ในช่วงที่ผ่านมาเราคิดแต่เรื่องบุคคล ไม่คิดถึงโครงสร้างหลักของประเทศ มีคนเคยพูดเปรียบเปรยไว้ว่า คนไทยเหมือนไก่ในเข่งที่แต่จิกกันจนตาย แต่ก็ไม่สามารถออกจากเข่งได้ เข่งเปรียบเหมือนโครงสร้างทางการเมือง สังคมและเศรษฐกิจ สื่อมวลชนก็คาดหวังสูงอยากเห็นสำเร็จเร็วๆ โดยไม่คำนึงว่า การปรับโครงสร้างของประเทศเป็นกระบวนการต่อเนื่องที่ต้องช่วยกันทุกฝ่าย
คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปเคยเสนอนายอานันท์ ปันยารชุนว่า ในอดีตเคยมีการริเริ่มให้เกิดความเป็นธรรมเรื่องการจัดสรรทรัพยากรมาแล้ว อาทิ สมัยจอมพลป. พิบูลสงครามเคยจำกัดการถือครองที่ดินไม่เกินรายละ ๕๐ ไร่ ในสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร พลเอกแสวง เสนาณรงค์ขณะดำรงตำแหน่งในสำนักนายกรัฐมนตรีก็เคยเสนอจอมพลถนอม กิตติขจรให้ดำเนินการปฏิรูปที่ดิน แต่ปรากฏว่ามีคนชั้นสูงบางคนกราบทูลฯว่า มีผู้นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์แฝงตัวอยู่ในสำนักนายกรัฐมนตรี ๒ คน ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันนั้น นายแพทย์ ประเวศ วะศี เคยถวายฎีกาเรื่องการปฏิรูปที่ดิน เช่นกัน
การพัฒนาประเทศควรริเริ่มจากระดับพื้นฐานของประเทศ ไม่ควรมาจากส่วนบน เกือบร้อยปีมาแล้วที่การพัฒนาประเทศเกิดจากส่วนบนของประเทศ ทำให้การพัฒนาประเทศยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเป็นการพัฒนามาจากเบื้องบน ท้องถิ่นจึงอ่อนแอ จากรากฐานดั้งเดิมที่ทุกหมู่บ้านมีสภาชุมชนดูแลอยู่แล้ว การพัฒนาด้านต่างๆ อาทิ เศรษฐกิจ จิตใจ ประชาธิปไตย การศึกษา สังคม การเมืองและเศรษฐกิจจึงควรมาจากท้องถิ่น จะทำให้เกิดสวรรค์ขึ้นในชุมชนอย่างแท้จริง แนวทางดังกล่าวเป็นลักษณะของประชาธิปไตยชุมชน
การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ ไม่มีฐานมาจากชุมชน ทำให้ระบอบประชาธิปไตยล้มลุกคลุกคลาน ประเทศสหรัฐอเมริกาก่อตัวขึ้นจากการรวมกันของท้องถิ่น จึงมีความเข้มแข็งในการสร้างประเทศ ชื่อของประเทศ คือ The United of America บ่งบอกถึงรากฐานของชุมชน
การปฏิรูปประเทศต้องเริ่มจากระดับกรม ในอดีตอธิบดีเป็นผู้สั่งได้หมดทั้งประเทศทำให้เกิดการรวมศูนย์อำนาจและทุจริต(Corruption) ในประเทศญี่ปุ่นสมัยนายพลโตโจมีอำนาจ ญี่ปุ่นตัดสินใจเข้าสงครามโดยไม่ฟังเสียงทัดทานจากนักวิจัย ภายหลังสงครามรัฐบาลญี่ปุ่นจึงกระจายอำนาจออกไปเพื่อป้องกันการผูกขาดอำนาจและการรัฐประหาร เช่นเดียวกับประเทศอินเดีย
ศาสตราจารย์ ประเวศ วะสี เสนอว่า การปฏิรูปประเทศไทย ควรทำแบบฐานเจดีย์ คือ มีฐานกว้างใหญ่ แข็งแรง เชื่อมยอดเข้ากับฐาน พัฒนาวิถีชีวิตพื้นบ้าน ปรับปรุงเศรษฐกิจ พัฒนาการศึกษา และสร้างสรรค์ให้เกิดความเป็นธรรมที่มั่นคงแบบฐานเจดีย์


ความเจ็บช้ำของประชาชนเกิดขึ้นเพราะการเข้าไม่ถึงความเป็นธรรม เนื่องจากรัฐใช้วิธีปฏิบัติตามกฎหมายโดยให้ตำรวจจับ ให้อัยการฟ้อง แล้วศาลเป็นฝ่ายตัดสิน เมื่อไปถึงศาลผู้พิพากษาศาลชั้นต้นก็ปัดไปให้ศาลอุทธรณ์และฎีกาตัดสิน ทำให้เกิดการคั่งค้างของคดีความมากมาย ดังนี้ ระบบอำนาจรัฐต้องเชื่อมให้เกิดความเป็นธรรม


ชุมชนเป็นเรื่องสำคัญ รองศาสตราจารย์ ดร.นรนิติ เศรษฐบุตรกำลังศึกษาเรื่องของท้องถิ่น เทศบาล และเห็นว่าขณะนี้ต้องมีสถาบันดูแลเรื่องท้องถิ่นทุกจังหวัด


ครูสน รูปสูง คนเสื้อแดงขอนแก่น เคยชี้นำว่า ประชาชนจะเป็นคนปฏิรูปด้านต่างๆเอง ประชาชนรู้ดีเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การปฏิรูปองค์กรกันเองจะช่วยแก้ไขปัญหาความยากจนได้ การเข้าร่วมมีส่วนกำหนดนโยบายการพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวจะเกิดประโยชน์ อย่างยิ่ง


กลุ่มแพทย์ส่วนหนึ่งมีการประชุมปรึกษาหารือเพื่อผลักดันแนวคิดในการแก้ปัญหาของประเทศประจำทุกเดือน ๒๐ กว่าปีมาแล้ว แต่ไม่เคยประกาศคุณความดีของตนถ้าการประชุมตรงนี้ริเริ่มจากนักวิชาการ ๒๐ คน เชื่อมโยงเป็นการประชุมใหญ่ระดับองค์กร จะส่งผลอย่างเป็นนัยสำคัญในการพัฒนาประเทศ และสำหรับประชาชนแล้วการติดอาวุธปัญญาและการแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี จะทำให้เกิดพลังในการขับเคลื่อนและพัฒนาบ้านเมืองต่อไปได้มากกว่าการใช้ความรุนแรง ซึ่งมีโอกาสจะถูกปราบได้ง่าย


(ร่างรอตรวจสอบขัดเกลาภาษา)ยุทธศาสตร์ประเทศไทยในมิติการเมืองเศรษฐกิจ สังคมและการบริหารราช
อ.ถวิลวดี บุรีกุล ดำเนินการอภิปราย


รศ. ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ( กพร.) แผนงานการสร้างเสริมภาคีรัฐเพื่อสร้างเสริม....


ภาครัฐใหญ่แค่ไหน ดูที่ปริมาณจีดีพี ขรก.หนึ่งล้านสองแสนคน ขีดความสามารถรับเข้าทำงานน้อยลง อายุเฉลี่ยเข้าทำงานอายุ๒๗ ครึ่งหนึ่งเข้าเอกชน ร้อยละ๕ มากจากมหาวิทยาลัยที่แข่งขันสูง ๕ อันดับ ฉ้อราษฎร์ ๗๘% ความน่าลงทุน อันดับ ๖๒? ด้านธรรมาภิบาลต้องปรับปรุง-ผลวิจัยพบว่าระบบราชการและภาครัฐมีภาวะไม่สมดุล เดิมภาครัฐเป็นผู้นำในการพัฒนา ปัจจุบัน เอกชน ชุมชนและท้องถิ่นเริ่มมีบทบาทมากขึ้น ความไม่สมดุลเป็นปัญหาสำคัญของการพัฒนาประเทศ-วัตถุประสงค์ของโครงการวิจัย จัดความเหมาะสมในด้านความสัมพันธ์แต่ละภาคส่วนให้เกิดความสมดุลทั้งด้านการดำเนินงาน ความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐ ระบบราชการ ภาคการเมือง และภาคประชาชน-หลังจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองพ.ศ. ๒๔๗๕ ภาคการเมืองยังมีสภาพอ่อนแอต้องอาศัยภาคราชการประคับประคอง ในสมัยร.๕ ภาคราชการใช้ระบบคุณธรรมป้องกันการแทรกแซง ภาคราชการเป็นตัวหลัก แต่เกิดปัญหา คือ แทนที่จะทำงานเพื่อประชาชนกลับแสวงหาอำนาจ มีการออกกฎหมายระดับรองที่เอื้ออำนวยให้อำนาจข้าราชการประจำและระบบราชการสะสมอำนาจ มองในด้านดีระบบราชการทำให้บ้านเมืองก้าวต่อไปได้ แต่ในภาคราชการกลับเกิดอำนาจนิยมจากการเสพอำนาจมาเป็นเวลานาน


หลังจากปีพ.ศ.๒๕๓๒ ในสมัยรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุนหะวัน ฝ่ายการเมืองเริ่มเข้มแข็งในขณะที่ภาคราชการกลับถดถอย จึงเกิดการขัดแย้งของทั้งสองฝ่าย ระหว่างพ.ศ.๒๕๓๐-๒๕๔๐ ฝ่ายการเมืองเป็นผู้ผลักดันนโยบายด้านการเมืองแต่ผู้ปฏิบัติ คือ ข้าราชการ


-ต้องออกแบบใหม่ เรื่อง รัฐสวัสดิการ เคยทำสูตรการรักษาพยาบาลกำหนดเหมาจ่ายหัวละ ๒,๐๐๐ บาท ก็ดำเนินและพัฒนาต่อไป แต่ต้องป้องกันการเมืองเข้ามาแทรก ในอดีตการปรับระบบราชการปฏิเสธการเข้ามาของคนฝ่ายการเมือง ปัจจุบันต้องเปิดทางให้คนของการเมืองเข้ามา โดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง ๔ ปี ชัดเจน คนของฝ่ายการเมืองมาพร้อมกับการออกไปตามวาระและต้องรับผิดชอบความผิดทางการเมืองความผิดทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นด้วย-ส่วนราชการต้องพัฒนาความสามารถให้เข้มแข็งระดับหนึ่งแต่ไม่ใช่ชี้นำ เข้มแข็งในด้านการทำงานร่วมกับภาคอื่น บางเรื่องซ่อมไม่ไหว ก็ยุบทิ้ง ลด โอนถ่ายภาระแก่ภาคอื่นของสังคม เข้ามามีส่วนร่วม-จัดความสัมพันธ์ ๓ ยุทธศาสตร์ใหญ่ ๑. จัดกลไกราชการให้สมดุล ลดขนาดราชการ จัดความสัมพันธ์ ส่วนกลาง ภูมิภาค ส่วนกลาง หากจะทำ “เทศาภิวัตน์” ราชการส่วนกลางจะเสริมตรงไหน เอกชน ชุมชน จะร่วมอย่างไร-เดิมส่วนกลางเป็นตัวตั้ง ต้องถอยออกมา ตั้งองค์กรพิเศษให้มากขึ้น มอบอำนาจ


ภาครัฐต้องมีการกระจายออกสู่อำเภอ อปท. เอกชนร่วมลงทุน privatize, out sources มีเครื่องมือในการแข่งขัน กับภาครัฐหากไม่ปล่อยมือการซื้อบริการจากรัฐเอกชน และทำไมไม่ซื้อบริการจากชุมชน เป็นรูปแบบcompact จากอังกฤษ การfunding ส่งผลให้มีทางเลือกมากขึ้นวันนี้ โจทย์ใหญ่ คือ ต้อง join up ภาครัฐมาร่วมกัน ถ้าไม่ทำ ต้อง มีฝ่ายอื่นมาแข่งขัน


ในอังกฤษ มีคอมมิชชันเนอร์ ดูแลคนจะเข้ามาสู่ภาครัฐ นิวซีแลนด์ก็มีคณะกรรมการ คอยดูแล โดยมืออาชีพมาพิจารณา ต้องการคนแบบไหน ในการสรรหาคนเข้าดำรงตำแหน่ง เกิดวิชาชีพในการจัดสรรคน มีใบประกาศ ทำงานเปิดเผย แพร่ในเว็บไซต์-ต้องเปิดพื้นที่ให้ทางการเมืองมีบทบาทแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งระดับสูง(Political ) อังกฤษตั้งที่ปรึกษา

-เบลเยียมใช้ระบบHibrid System คือ ยืมตัวข้าราชการไปแล้วก็สามารถกลับมาทำงานที่เดิมได้-ในอดีตการมีอธิบดีในระดับทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ต้องแก้ด้วยการตั้งTribunal (คณะกรรมการ) มาพิจารณาจัดสรรทรัพยากรของชาติ

-การพัฒนาระบบราชการภายใน มี E-government แก้ทุจริต

-ภาคราชการต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ที่น่านยินดีที่ได้หมู ปลา ข้าวโพด แต่ไม่ได้ต่อยอด ปลาป็นหมัน ข้าวโพดปลูกได้ครั้งเดียว หมูเป็นหมัน ต้องเป็นหนี้ ราชการก็เป็นผู้เปิดประมูลให้เอาหมู ไก่ มาแจก แล้วหายไป ปัญหา ทางแก้ มี ๒๒ เรื่อง ควรแก้โดยเอาเงินให้แต่มีโจทย์ให้คิดว่า จะต่อยอดอย่างไร


รศ. ดร. นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


-งานวิจัยชิ้นนี้มี ๓ ทีม ร่วมกันทำงาน คือ นักวิจัยจากจุฬา ธรรมศาสตร์ และทีดีอาร์ไอ


-ดร.นครินทร์ สนใจการปฏิรูประบบราชการ การปฏิรูปด้านการเมืองซึ่งมีนักการเมืองทั้งระดับชาติ

-ระดับท้องถิ่นรวมกันประมาณ ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ คน ทำยาก เพราะนักการเมืองมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ปฏิรูปพลเมือง ๖๐ ล้าน ก็ยากมากยิ่งขึ้น

-compact คืออะไร ชุมชน เอ็นจีโอ ส่วนหนึ่งวิจารณ์รัฐอย่างเดียว NGO บางส่วนทำงานร่วมกับภาครัฐ จึงต้องยอมรับกันและกัน เป็นพันธมิตรกันบางลักษณะ ต้องลงทะเบียนยอมรับการถูกตรวจสอบ ในอังกฤษมีระบบcompact สวัสดิการ คนแก่ คนพิการ การซ่อมบ้าน ดุแลหมด เก็บขยะ เทศบาลบางแห่งไม่มีความสามารถในการเก็บขยะ ต้องให้เงินชุมชนขนขยะมากองแล้วเทศบาลขน แต่ไม่มีการทำสัญญา รับงานไปต้องตรวจสอบ แยกขยะหรือไม่ ถ้าชุมชนไม่แยกขยะเป็นเรื่องยาก งานหนัก การซ่อมสาธารณูปโภคบางงานบริษัทไม่รับทำงานเล็กๆ ต้องรับเป็นล้าน ก่อนหน้านี้ชุมชนเคยรับงานจากภาคราชการ แต่ไม่มีรูปแบบเป็นสัญญาที่สามารถตรวจสอบได้ จึงต้องปรับตัว มูลนิธิเด็กต้องรับงานจากรัฐ NGO ทำงานพวกนี้ดีกว่า แต่ไม่มีระบบสัญญา และการตรวจสอบ ปัจจุบันมีร่องรอยอยู่ควรพัฒนาต่อไป

-Contestability ถ้ารัฐไม่ทำ ให้เอกชนทำ สำนักอื่นทำ เช่น การถ่ายโอนคลองชลประทาน แต่ท้องถิ่นไม่มีเครื่องจักร ต้องทำคอนเทสต์ และกลับมาจ้างชลประทานภาครัฐ

-อาจจ้างใครก็ได้ที่ทำแล้วประหยัด บรรลุผลสำเร็จด้วยดี

-Central Government ต้องมีรูปแบบการตัดสินใจใหม่ ไม่รวมอำนาจ ภาคเอกชนมีแล้ว เช่น กรรมการจากเสียงส่วนน้อย เปิดให้ใครมาร่วมเพียงใด

-รัฐตัดสินใจไม่ได้ ต้องตั้งกรรมการแห่งชาติมาทำงาน ต้องให้นายกฯเป็นประธาน ยิ่งทำงานไม่ได้ เขียนกฎหมายมาให้ตัวเองทำงานไม่ได้ บางเรื่องอาจตัดสินใจเชิงอนุญาโตตุลาการ ซึ่งทำงานได้ดีขึ้น


รศ. ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ บทเรียน เมื่อก่อนลงแรงทำฝาย เมื่อฝายทรุดพังก็ช่วยกันซ่อมด้วยดี เดี๋ยวนี้บอกว่าเป็นฝายของ อบต. เมื่อพังแล้วก็รอ อบต. เข้ามาซ่อมอ.ถวิลวดีขรก. ต้องปรับปรุงตัว ด้วย ทั้งด้าน compact และ contestability


ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานนท์

ศึกษาเรื่องระบบรัฐสภา เราทำส่วนเล็กๆ ระบบพรรค ท้องถิ่น

-ผมทำที่มาของสมาชิกรัฐสภา ถกกันเรื่องจำนวนสส. เลือกตั้งกับปาร์ตี้ลิสต์-เราดู รัฐธรรมนูญ(รธน.)พ.ศ.๒๕๔๐และพ.ศ.๒๕๕๐

-รธน. ๔๐ ไม่มีระบบตรวจสอบ การเข้าสู่ตำแหน่งก็หลากหลาย สส.ไทยเล่นเรื่องประชาชนฝากลูก แก้ปัญหากดขี่ ของต่างประเทศออกกฎหมาย

-พัฒนาการเรื่องทุจริต กินจอบ กินเสียบ พอมีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผุ้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีการลงโทษ

-นักการเมืองไม่แก้ปัญหาที่แท้จริง โครงการประชานิยมทำให้ชาวบ้านแบมือรับอย่างเดียว ต้องแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ

-การปรับโครงสร้างรัฐสภา ตอบสนองคนหลายประเภท คนเข้าการเมืองต้องมีฐานอำนาจ ฐานการเงิน เขียนกฎหมายเพื่อประโยชน์ตนเอง

-รบ.นี้พูดเรื่องกฎหมายทรัพย์สิน แต่เงียบไปแล้ว

-ในฝรั่งเศสเสียภาษี ๗๐ % ต้องใช้วิธีโอนให้ลูกหลาน

-ในสภาบ้านเรามีแต่คนรวย ทำอย่างไรจะให้คนจนเข้าสภา มาออกกฎหมายตอบสนองคนทุกระดับ ในการวิจัย ดูหลายส่วน

-มีการถกเถียงเรื่องสส.ต้องสังกัดพรรค หรือ เปล่า เราเห็นว่าไม่ควรสังกัดเพราะพรรคครอบงำสส. ที่สั่งซ้ายหัน ขวาหัน-ในงานวิจัยดูเรื่องที่มาของ สส. สว. เช่นกัน ซึ่งเถียงวนเวียน แต่ไม่เคยถามว่าระบบใดดีที่สุด จึงต้องลองไปเรื่อยๆ

-สว.ในรธน. ๔๐ วุฒิสภา ตรวจสอบด้วย กกต.สีเทา ศาลรธน.สีเทา ถูกการเมืองครอบงำ เพราะการเมืองเลือกเข้ามา เลยไม่ตรวจสอบจริงจัง

-โจทย์อ.บวรศักดิ์ว่า การปล่อยให้พรรคทำประชานิยม เป็นนโยบายพรรค แต่ใช้เงินประเทศ ต้องเอามาใส่ รธน.เสียเลย จะได้ไม่ต้องอ้างเอาเป็นงานของตน

-รบ.นี้ไม่ทำเรื่องภาษีมรดก ทำไมไม่ริเริ่มเรื่องภาษี การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น ทำงานเหมือนองค์กรกระจายอำนาจด้านสวัสดิการ

-เรื่องสส. สว. เราตั้ง ๓๙๙ กับ๑๐๑ น่าจะเหมาะกว่าปัจจุบัน การนับคะแนน กลับใช้รธน.๔๐ เอาทุกหน่วยมารวมกันแล้วนับคะแนน

-การหาเสียง ถ้าต้องการลดบทบาทหัวคะแนน ก็ต้องเปิดเสรี และยกเลิกการสังกัดพรรคการเมือง ซึ่งมี สส.ขายตัว จึงต้องกำหนดให้ถ้าไม่สังกัดพรรคก็ต้องไม่เข้าพรรคเลย

-การตรวจสอบของสว. การถอดถอนสว.ให้ศาลรธน.ดำเนินการ ให้วุฒิสภาดูกฎหมายหรือตั้งคนเท่านั้น-วุฒิสภา โดยตำแหน่ง ให้สัดส่วนคนในระบบรัฐเข้าม เช่น ปลัดกระทรวง เหล่าทัพ ผู้แทน อปท . สภาทนายความ ส่วนที่เหลือให้สรรหาจากวิชาชีพรัฐวิสาหกิจ เกสร พาณิชยกรรม มูลนิธิ NGO สรรหาเข้ามาจำนวน ๕ เท่า แล้วให้คณะกก.สรรหา คัด โดยมาจาก การเมือง นิติ บริหาร องค์กรตามรธน. จำนวน ๒๐๐ คน-เรื่องการตั้งสว.โดยตำแหน่งลองพิจารณษดู

-นายกฯ และรมต. ต้องเป็นสส. เถียงกันมานาน จะให้ขรก. คนมีบารมีเข้ามาหรือ งานวิจัยเสนอให้นายกมาจากการเลือกตั้ง

-ปัญหาฝ่ายนิติบัญญัติไม่ควรมาเป็นฝ่ายบริหาร อาจใช้โครงสร้างรธน. ๔๐

-เสนอให้นายกฯห้ามเป็นต่อกัน ๒ สมัย อาจโต้แย้งว่า ลาออกก่อน ครบวาระแล้วเข้าใหม่ หรือ อาจเอาเด็กในคาถามาเป็นนายกฯ จึงต้องปล่อย

-รัฐสวัสดิการ ต้องปรับระบบภาษี และรูปแบบสวัสดิการ

-ฝรั่งเศสทำงบ ๒ ชุด งบสวัสดิการ และงบบริหารราชการแผ่นดิน

-รัฐต้องกำหนดประเภทสวัสดิการ กำหนดภาษี กำหนดคณะกรรมการดูแลคล้ายคณะกรรมการกำหนดแผนกระจายอำนาจ

อ.ณรงค์เดชเรามีการยุบพรรค ๑๔๓ พรรค เกิดปัญหาลดความหลากหลายทางการเมือง ทำลายโอกาสการมีส่วนร่วม การยุบพรรคถูกใช้จัดการคู่แข่งทางการเมือง ทำลายโอกาสการพัฒนาเป็นสถาบันการเมือง คือ แยกพรรคออกจากบุคคล ไม่มีเจ้าของ การยุบพรรคทำให้สถาบันไม่เกิดป ประชาธิปัตย์มีคดี-ปัญหาเชิงกฎหมาย การยุบพรรค ทางสากลมี ๔ ข้อ ปฏิปักษ์ต่อรัฐ ประชาธิปไตย อัตลักษณ์รัฐธรรมนูญ(สาธารณรัฐ ราชอาณาจักร รัฐศาสนา) ไม่ส่งเลือกตั้งต้องสลายตัว แต่ในไทย เหตุยุบพรรคขัดต่อนิติรัฐหลายข้อ เช่น กรรมการทำผิด มีการรู้เห็นเป็นใจ ถูกยุบ-กระบวนการยุบพรรคการเมืองเยอรมนี ต้องเปิดให้โต้แย้ง นายพงษ์ศักดิ์ รักตะพงศ์ไพศาลและพลเอก ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ไม่มีโอกาสเข้าต่อสู้ให้การในชั้นศาล แต่ ศาลรธน.กลับบอกไม่เป็นไร-การเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งในต่างประเทศ ต้องเป็นโทษทางอาญา-ปัญหาการบังคับใช้ เช่น หัวหน้าพรรคไม่ยื่นรายวานประจำปี ยุบพรรค ทำไมไม่ถอดถอน-บ้านเรายุบเสร็จตั้งใหม่ แต่ต่างประเทศห้ามมีองค์กรทดแทนแบบนอมินี


อ.ไมเคิล เนลสัน

๑.ไม่มีใครพูดถึงผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง สื่อเห็นว่า Voters โง่ ยากจน สังกัดพรรค ซื้อเสียงได้ ผมเห็นว่า ความรู้ทางการเมืองของVoters ในไทย USA Germany หรือ France ก็เหมือนกัน คือ ต่ำ คล้ายกัน ขอให้ที่เห็นว่าผู้ออกเสียงโง่ เลิกคิดได้เลย-ประเด็นการนับคะแนนที่อำเภอตามรธน.๔๐


ผมเคยมีประสบการณ์สังเกตการนับคะแนนที่อำเภอแปดริ้ว ปรากฏว่าใช้กระบวนการยาวนานกว่า ๔๐ ชั่วโมง กรรมการเลือกตั้งเหนื่อย ความโปร่งใสหายไป เห็นว่า มีการจัดการมากปัญหาเป็นแรงกดดัน ตอนเช้าไม่มีใครนับคะแนน จึงควรนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งเลยดีกว่านับที่อำเภอ ง่ายกว่า เร็วกว่า ผลออกมาเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะนับที่หน่วยหรืออำเภอ-คะแนนเสียงขั้นต่ำ รธน.๔๐ ถ้าคิด ๕% พรรคมหาชนไม่ได้สส.แม้แต่คนเดียว ทั้งๆที่มีสส. ๒ คน ปัญหาส่วนใหญ่มาจากเรื่องสส.บัญชีรายชื่อ การมีสส.คนเดียว ของ ๔-๕ พรรค จะมีประโยชน์มากน้อยเพียงใด ถ้าลดจาก ๕% เหลือ ๑ % จะเหมาะสมกว่า


อ.ถวิลวดี อปท.ช่วยเสนออะไรเล็กน้อย เชิญอ.ตระกูล


อ.ตระกูลผมทำเรื่องการเข้าสู่อำนาจขององค์กรปกครองท้องถิ่น พิการ อำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ที่ฝ่ายราชการ การตรวจสอบมีน้อย เป็นระบบซ้ำซ้อนกับสภาองค์กรชุมชน(ปี๕๐) มหาดไทยกำลังจะผลักดันสภาท้องถิ่นมาซ้อน-อปท.ไม่สะท้อนปัญหาชุมชน สภาท้องถิ่น ค่าใช้จ่ายสูงมาก คนละ ห้าพัน ปีละหกหมื่น แต่ละคนทำงานน้อย ไม่สะท้อนความต้องการที่หลากหลายของชุมชน มีกลุ่มในชุมชนหลายหลายมาก-สภาท้องถิ่นต้องร่วม ตัดสิน และเสนอความคิดเห็น ในการพัฒนา ระบบ๒ ลู่ คือระบบเลือกตั้งกับระบบตัวแทนของภาคประชาสังคมในหมู่บ้านมาทำงานด้วยกัน-ฝ่ายเลือกตั้งทำงานไป ฝ่ายตัวแทนชุมชนมาถ่วงดุล(ไม่มีเงินเดือน) เป็นลักษณะสังคมชนบท ร่วมตัดสินใจมีเหตุผล ตอบสนองชุมชน


อ.นิยม รัฐอมฤตผมติดตามองค์กรอิสระและองค์การติดตามการบังคับใช้ในรธน. จากการศึกษา ปัญหามีมากถึง๑๐ องค์กร พบปัญหาที่องค์อิสระไม่ประสบความสำเร็จหลายองค์กรเพราะถูกแทรกแซงจากพรรคการเมือง ต้องยุบหลายองค์กร-การมีวาระ ๖-๘ ปี เป็นช่องว่างถูกแทรกแซงจากการเมือง คุณสมบัติกรรมการก็กำหนดไว้กว้างๆ บางคนไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญที่แท้จริง เช่น องค์กรจัดการเลือกตั้ง องค์กรออกกฎหมาย เช่น กำหนดว่าเป็นศาสตราจารย์ อธิบดี ฯลฯ-เจ้าหน้าที่ขององค์กรก็มีปัญหา จนท.ไม่มีความรู้ความสามารถเพียงพอ ก็เกิดปัญหาได้เช่นกัน โดยสรุป พบว่า ๙ องค์กร ไม่ประสบความสำเร็จ จากปัจจัยข้สงต้น
วรัญชัย โชคชนะประสบการณ์ตรง คือ ยุทธศาสตร์ด้านการเมือง ด้านรธน. ควรจับตาตาการแก้ไข อย่าดูว่าแค่ที่ม่าของสส. ดูสว.ด้วย จำนวนควรเป็น รธน.๔๐ รัฐบาลควรเสริมสร้างประชิปไตย ไม่ใช่หน้าที่ของสถาบันพระปกเกล้า การเมืองนอกสภา สถาบันพระปกเกล้าต้องดูด้วย สุดท้าย สื่อและนักวิชาการ สื่อ ๒ ค่าย นักวิชาการ ๒ ค่าย-การเลือกตั้ง นับที่หน่วยเลือกแบบเขต พรรคตั้งได้ ล้มได้ถ้าไม่ส่งสมัคร การยุบพรรค พรรคเป็นของประชาชน องงค์กรอิสระ ลำเอียง ผู้บริหารท้องถิ่นควรให้คนท้องถิ่นเลือกผุ้ว่าได้ ยุบอบจ.เลือกตั้งผู้ว่าแทน


ประเสริฐ เลิศยะโส อดีตสส.บุรีรัมย์ พรรคสังคมนิยม อาสาสมัครอบรมความรู้ประชาธิปไตยของรัฐสภา เป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองใหม่-การต่างประเทศเราอ่อน ปัญหาประเทศไทยมีทั้งโครงสร้างและบุคคล-ปัญหาเรามีศก. การเมือง สังคม ต้นเหตุ ปลายเหตุ ไม่มีการวิจัย แบบคอมมิวนิสต์แล้วออกแบบรัฐธรรม ให้ประชาชนมีส่วนร่วมไม่ใช่แค่ประเวศ อานันท์มาแก้เพียงข้อสองข้อ-การสร้างอำนาจรัฐใหม่มาจากประชาชน


วิชิต อินทะประสบ ผู้แทนหน่วยงานการติดตามการใช้อำนาจในภาครัฐต่อประชาชนขององค์การสหประชาชาติเห็นด้วยจะกี่คนผลก็เหมือนกัน ไม่เห็นด้วยที่สว.ออกก่อนวาระ อยู่ให้ครบ อย่าให้การเมืองชะงัก-อปท. อบต. สจ.จะย่อยสลาย ไปตั้งสอบจ.มาทำงานเดียวกัน แบ่งเค้ก งานมางบไม่ให้ แก้ปัญหา


อนุชา บุญญสาสี สส.กทม. ปชป.-ออกรายการรู้ทันประเทศไทยของ ดร. เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ผู้เสวนาพูดเรื่อง จำนวน สส.เขต ๒๐๐ เขต สส.สัดส่วน ๒๐๐ คน (มีนายกฯอยู่ในนี้) มีการเสนอแนวคิดว่า ต่อไปนายกฯไม่มีอำนาจยุบสภา และสส.ไม่มีอำนาจในการยื่นญัตติไว้วางใจ


อ.นครินทร์การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน แต่ปรากฏเอาเข้าจริงการเมืองกลับเป็นเรื่องของคนบางกลุ่ม การแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องต้องทำไปแก้ไป เคยเสนอในการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับพ.ศ.๒๕๕๐ ว่าที่มาของสว.อาจต้องใช้วิธีการสรรหาโดยไม่คิดว่าจะเป็นวิธีการสรรหาแบบถาวร (๗๔-๗๖) ไปๆมาๆที่มาของสว.จะกลายเป็นการสรรหาถาวร


อ.ถวิลวดีประชาชนต้องปฏิรูปตัวเอง ปัจจุบันเรายึดตัวเองเป็นที่ตั้งมานาน ดังนั้นจึงต้องปฏิรูปตัวเองเป็นอันดับแรกภาคบ่าย ยุทธศาสตร์ประเทศไทยในมิติการปฏิรูประบบเศรษฐกิจเพื่อลดความขัดแย้งทางการเมือง

วันศุกร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2554

ความคืบหน้ารายวันการปรับปรุงทางลาดทางเท้าในซอยวิภาวดีรังสิต64แยก7ฝั่งใต้(ต่อ)

รายงานโดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร



ระหว่างเวลา 9.00-11.00 น. วันที่ 23 เมษายน 2554 ฝ่ายโยธา สำนักงานเขตหลักสี่ ได้ส่งรถบรรทุกหินคลุกพร้อมด้วยแรงงานจำนวนหนึ่งเข้ามาปฏิบัติงานต่อในซอยวิภาวดีรังสิต64แยก7ฝั่งใต้ ผู้เขียนจึงบันทึกข้อมูลดังกล่าวมารายงานแก่สาธารณชน เพื่อประโยชน์ด้านการสร้างจิตสำนึกสาธารณะในการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของชุมชนต่อไป